13 จำนวนผู้เข้าชม |
หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเกิดจากอายุที่มากขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว “ท่ายกของ” ในชีวิตประจำวันก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อหลังและกระดูกสันหลังรับภาระมากเกินไป โดยเฉพาะการก้มหลังยกของหนัก ยกเร็ว หรือบิดตัวขณะถือของ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดหลังสะสมได้
ทำไมยกของผิดท่าถึง "หลังพัง" ก่อนรู้ตัว?
การก้มหลังลงไปหยิบของโดยไม่ชันเข่า (Stoop Lifting) คือท่าอันตรายที่สุด เมื่อเราก้มหลัง กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหลังจะต้องทำงานหนักเป็นทวีคูณเพื่อพยุงน้ำหนักตัวและน้ำหนักวัตถุ
การยกของให้ถูกวิธี ไม่ได้ช่วยแค่ลดอาการปวด แต่ยังช่วยลดแรงกดบริเวณหลังส่วนล่างและช่วยถนอมร่างกายในระยะยาว
ก่อนยกของ ให้ยืนใกล้วัตถุ กางเท้าให้มั่นคง จากนั้นงอเข่าและสะโพกเล็กน้อย แล้วยกขึ้นโดยใช้แรงจากต้นขาและสะโพก แทนการก้มหลังแล้วออกแรงยกทันที เพราะกล้ามเนื้อขามีกำลังรองรับน้ำหนักได้ดีกว่าหลัง
✔ หลีกเลี่ยงการบิดตัวขณะยก
หลายคนยกของขึ้นแล้วหมุนเอวเพื่อวางของต่อทันที ซึ่งเป็นท่าที่เพิ่มแรงบิดให้กระดูกสันหลังโดยไม่จำเป็น หากต้องเปลี่ยนทิศทาง ควรหมุนทั้งลำตัวพร้อมขยับเท้าแทนการบิดเฉพาะช่วงเอว
✔ วิธีใช้จริงในชีวิตประจำวัน
การยกของอย่างถูกต้องอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ช่วยลดภาระที่สะสมกับหลังในทุกวันได้มากกว่าที่คิด เพราะหลังของเราต้องใช้งานไปอีกนาน เริ่มดูแลตั้งแต่วันนี้ดีกว่ารอให้ปวดแล้วค่อยแก้
หลายคนคิดว่าอาการปวดหลังเกิดจากการยกของหนักเพียงครั้งเดียว แต่จริง ๆ แล้ว “การยกของผิดท่าซ้ำ ๆ” คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อหลัง เอ็น และโครงสร้างรอบกระดูกสันหลังรับภาระสะสมมากขึ้น จนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรังได้
สิ่งที่เพิ่มแรงกดต่อหลังมากที่สุด ไม่ได้มีแค่น้ำหนักของสิ่งของ แต่รวมถึง “ระยะห่างจากตัว”, “การบิดเอว”, “การยกเร็วเกินไป” และ “การถือค้างนานเกินจำเป็น”
ทำไมยกของผิดท่าถึงทำให้ปวดหลัง?
เวลาที่เราก้มหลังแล้วยกของจากพื้น น้ำหนักจะส่งแรงผ่านหลังส่วนล่างมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าถือของห่างจากลำตัวหรือบิดตัวพร้อมกัน กล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณหลังต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อพยุงร่างกาย
งานด้านการยศาสตร์ (Ergonomics) แนะนำว่า การลดระยะห่างของสิ่งของจากลำตัวและลดแรงบิดของเอว สามารถช่วยลดภาระต่อหลังได้อย่างมีนัยสำคัญ
วิธียกของที่ช่วยลดภาระหลัง (Step by Step)
ยกกล่องพัสดุ → ดึงเข้าหาตัวก่อน แล้วค่อยยก
ยกถุงของหลายใบ → แบ่งน้ำหนักสองข้างให้สมดุล
ย้ายของภายในบ้าน → เข็นหรือเลื่อนแทนการยก หากทำได้
อุ้มของหนักนาน ๆ → พักเป็นช่วง ลดเวลาที่หลังต้องรับน้ำหนักต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญคือ ไม่มี “ท่ายกที่สมบูรณ์แบบสำหรับทุกคน” แต่หลักการคือ ลดการก้มหลังมากเกินไป ลดการบิดตัว และกระจายแรงไปที่ขาและสะโพกแทนหลัง เพื่อให้หลังทำงานน้อยลงในระยะยาว
หากเลี่ยงไม่ได้... ต้องทำอย่างไร?
ในสถานการณ์จริงที่ไม่สามารถย่อตัวยกแบบสมบูรณ์ได้ (เช่น ของอยู่ในท้ายรถ หรือพื้นที่แคบ) ให้ใช้หลักการลดความเสี่ยง
ใช้ท่าก้มแบบบานพับสะโพก (Hip Hinge) : หากต้องก้มหยิบของเบา ห้ามงอแผ่นหลังช่วงล่าง แต่ให้ใช้วิธีผลักสะโพกไปด้านหลัง ขนับข้อต่อสะโพกแทนการงอข้อต่อกระดูกสันหลัง (รักษาแนวหลังให้ตรงตลอดเวลา)
เกร็งแกนกลางลำตัว (Bracing) : ก่อนออกแรงยก ให้ขมิบก้นและเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้อง (เหมือนตอนกำลังจะโดนต่อยท้อง) เพื่อสร้างแรงดันในช่องท้อง (Intra-abdominal Pressure) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดพยุงหลังธรรมชาติ
ห้ามหมุนบิดเอว (No Twisting) : หากต้องการเปลี่ยนทิศทางในขณะอุ้มของหนัก ให้ "หมุนไปทั้งเท้าและขา" ห้ามบิดเฉพาะเอวเด็ดขาด เพราะการบิดหมุนขณะรับน้ำหนักคือท่าที่หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทฉีกขาดได้ง่ายที่สุด
หากวัตถุหนักเกิน 15-20 กิโลกรัมสำหรับคนทั่วไป ให้หาคนช่วยยก หรือแยกชิ้นส่วนกระจายน้ำหนักเพื่อลด Load ที่จะกระทำต่อโครงสร้างร่างกาย